ถ้าเคยสั่งซาชิมิแล้วเห็นต้นอ่อนก้านขาวเรียวยาว ใบสีเขียวเล็ก ๆ วางอยู่ข้างจาน นั่นคือไควาเระ (かいわれ) หรือต้นอ่อนหัวไชเท้า ผักที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยพอ ๆ กับที่คนไทยคุ้นกับถั่วงอก บทความนี้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อ และขั้นตอนพื้นฐานสำหรับคนที่อยากลองปลูกเอง

ไควาเระคืออะไร

ไควาเระคือต้นอ่อนของหัวไชเท้า (Raphanus sativus) ที่ตัดเมื่ออายุไม่กี่วัน ตอนที่ใบเลี้ยงสองใบแรกเพิ่งคลี่ออก ชื่อเต็มในภาษาญี่ปุ่นคือ ไควาเระไดคง (貝割れ大根) คำว่า ไควาเระ แปลตรงตัวว่า เปลือกหอยที่แยกออก เพราะใบเลี้ยงสองใบที่กางออกจากกันดูคล้ายหอยสองฝาที่เพิ่งเปิดปาก

ไควาเระขาวมาจากหัวไชเท้าญี่ปุ่นทั่วไป ก้านสีขาวนวล ใบสีเขียว ส่วนไควาเระแดงมาจากหัวไชเท้าพันธุ์ที่ก้านมีสีชมพูอมแดง สีนี้คือแอนโทไซยานิน สารสีกลุ่มเดียวกับที่ทำให้กะหล่ำปลีม่วงมีสีม่วง

รสชาติ และวิธีใช้ในครัวญี่ปุ่นกับครัวไทย

ไควาเระกรอบและฉ่ำน้ำ มีรสเผ็ดซ่าบาง ๆ แบบหัวไชเท้าดิบที่หายไปเร็ว ไม่ค้างเหมือนพริก ไควาเระแดงเผ็ดกว่าไควาเระขาวเล็กน้อยและสีเด่นกว่าบนจาน ความเผ็ดนี้มาจากกลูโคซิโนเลต สารที่พบในผักตระกูลกะหล่ำ เมื่อเคี้ยว เอนไซม์ในเซลล์พืชจะเปลี่ยนสารนี้เป็นสารที่มีกลิ่นฉุน แบบเดียวกับที่ทำให้วาซาบิและมัสตาร์ดมีรสซ่า

ในครัวญี่ปุ่น ไควาเระเป็นผักเคียงที่ใช้ได้แทบทุกมื้อ ทั้งวางข้างซาชิมิ ม้วนในเทมากิ โรยบนเต้าหู้เย็น (ฮิยายักโกะ) นัตโตะ หรือโซบะเย็น ใส่ในซุปมิโซะหลังปิดไฟ และสอดในแซนด์วิชไข่

ในครัวไทยก็เข้ากันดี ลองใส่ในยำวุ้นเส้นหรือยำแซลมอนแทนผักชีบางส่วน ม้วนในสลัดโรล โรยบนข้าวผัดหรือข้าวไข่เจียวให้ความสดช่วยตัดความมัน หรือใส่ในแกงจืดหลังปิดไฟ (ดูเมนูแกงจืดเต้าหู้หมูสับใส่ไควาเระ) หลักง่าย ๆ คือใส่เป็นอย่างสุดท้าย เพราะความร้อนนาน ๆ ทำให้ก้านนิ่มและรสซ่าหายไป

ในไควาเระมีอะไรบ้าง

ไควาเระมีวิตามิน A, B, C, E และ K รวมถึงแร่ธาตุอย่างแคลเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม งานวิจัยของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (Xiao et al., 2012) ที่วิเคราะห์ไมโครกรีน 25 ชนิด พบว่าไมโครกรีนส่วนใหญ่มีวิตามิน C, E, K และแคโรทีนอยด์เข้มข้นกว่าผักชนิดเดียวกันที่โตเต็มวัย และในกลุ่มที่ทดสอบ ไมโครกรีนหัวไชเท้าพันธุ์ green daikon มีวิตามิน E (โทโคฟีรอล) สูงที่สุด

ปริมาณจริงในแต่ละกล่องขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ อายุที่ตัด และการเก็บรักษา ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับส่วนประกอบของอาหาร ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

เลือกกล่องที่ดี และเก็บให้กรอบนาน

เวลาเลือกซื้อ ลองดูสิ่งเหล่านี้

  • ก้านตั้งตรงและแข็งแรง ไม่ล้มพับหรือเหี่ยว
  • ใบเลี้ยงคลี่เต็ม สีเขียวสด ไม่เหลืองหรือเป็นจุด ไควาเระขาวก้านขาวใส ส่วนไควาเระแดงก้านสีชมพูแดงสม่ำเสมอ
  • ภายในกล่องแห้ง ไม่มีน้ำขังที่ก้นกล่อง และไม่มีส่วนที่ลื่นเป็นเมือก
  • กลิ่นสดแบบผักใบเขียว ไม่เปรี้ยวหรืออับ และวันที่บรรจุยิ่งใหม่ยิ่งกรอบ

เปลือกเมล็ดที่ติดอยู่ที่ใบสองสามเม็ดเป็นเรื่องปกติของต้นอ่อน เขี่ยหรือล้างออกได้เลย

ถึงบ้านแล้วนำเข้าตู้เย็นทันที วางในช่องผักหรือชั้นล่าง ตั้งกล่องให้ตรงเพื่อไม่ให้ก้านยาวทับกันจนช้ำ ยังไม่ต้องล้าง ล้างเฉพาะส่วนที่จะกิน ถ้ามีหยดน้ำเกาะในฝาให้ซับด้วยกระดาษแล้วปิดให้สนิท ไควาเระเก็บได้ประมาณ 7–10 วัน แต่กรอบที่สุดในช่วงไม่กี่วันแรก

ปลูกเองที่บ้านได้ไหม

ได้ และหัวไชเท้าเป็นหนึ่งในไมโครกรีนที่ปลูกง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะเมล็ดใหญ่และงอกเร็ว ขั้นตอนพื้นฐานมีดังนี้

  1. เตรียมถาดตื้นที่มีรูระบายน้ำ ใส่วัสดุเพาะกล้าที่สะอาดหนาประมาณ 2–3 ซม. หรือใช้แผ่นใยสำหรับเพาะต้นอ่อน รดให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ
  2. ใช้เมล็ดที่ขายสำหรับเพาะต้นอ่อนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เคลือบสารกันเชื้อรา จะแช่น้ำ 4–8 ชั่วโมงก่อนเพื่อให้งอกพร้อมกัน หรือโรยแห้งเลยก็ได้
  3. โรยเมล็ดให้ทั่ว ถี่ได้แต่อย่าให้ทับกันเป็นชั้น แล้วฉีดน้ำให้ชื้น
  4. ปิดให้มืดประมาณ 2–3 วัน โดยคว่ำถาดอีกใบทับหรือคลุมผ้า ช่วงนี้รากจะยึดวัสดุปลูกและต้นจะยืดตัว
  5. เปิดให้โดนแสง วางใกล้หน้าต่างที่สว่างแต่ไม่โดนแดดบ่ายจัด ใบจะเขียวภายในหนึ่งถึงสองวัน
  6. รดน้ำวันละ 1–2 ครั้ง ถ้าทำได้ให้เติมน้ำที่ถาดรองด้านล่าง ใบจะแห้งและขึ้นราได้ยากขึ้น
  7. ตัดเมื่อใบเลี้ยงคลี่เต็ม ก่อนที่ใบจริงคู่แรกจะงอก ที่อุณหภูมิห้องในเมืองไทยมักใช้เวลาราว 5–7 วัน ใช้กรรไกรสะอาดตัดเหนือวัสดุปลูก ล้าง แล้วกินได้เลย

ราววันที่ 2–3 อาจเห็นขนสีขาวฟูรอบราก นั่นคือขนราก ไม่ใช่เชื้อรา ลองฉีดน้ำดู ขนรากจะยุบหายไป ส่วนเชื้อราจริงจะเป็นใยคล้ายใยแมงมุมคลุมหลายต้นและมีกลิ่นอับ อากาศร้อนชื้นของบ้านเราทำให้ราเกิดได้ง่าย จึงควรวางถาดในที่อากาศถ่ายเท และอย่ารดน้ำจนแฉะ

ถ้าอยากได้ไควาเระก้านยาวเสมอกันทั้งกล่องโดยไม่ต้องรอ สั่งไควาเระขาวและไควาเระแดงของ Dr.Sprouts ได้ทาง LINE @dr.sprouts กล่องละ 60 บาท ทีมงานจะยืนยันรอบส่งให้ในแชท

แหล่งอ้างอิง

  1. Xiao Z., Lester G.E., Luo Y., Wang Q. (2012) Assessment of Vitamin and Carotenoid Concentrations of Emerging Food Products: Edible Microgreens. J. Agric. Food Chem. 60(31): 7644–7651

หมายเหตุ: ข้อมูลสารอาหารอ้างอิงจากงานวิจัยที่ระบุไว้ เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์